
“น้องอุตส่าห์ช่วยแก แทนที่แกจะขอบคุณ แต่กลับมาโทษน้องเนี่ยนะ แกยังมีความเป็นพี่อยู่ไหม!” เธอตวาดใส่ฉัตรปวีณ์ ก่อนจะก้มลงซับน้ำตาให้ลูกบุญธรรมอย่างทะนุถนอม
“โอ๋ๆ ไม่ร้องนะลูก อย่าร้องไห้ไปเลยนะ เดี๋ยวหน้าสวยๆ ก็พังหมดหรอก”
ฉัตรปวีณ์ยืนมองภาพครอบครัวสุขสันต์ตรงหน้าด้วยความรู้สึกว่างเปล่า พ่อ แม่ และลูกรัก โดยมีเขายืนเป็นส่วนเกินอยู่ตรงนี้
มันเป็นแบบนี้มาโดยตลอด...นับตั้งแต่วันที่เด็กคนนั้นก้าวเข้ามาในบ้านหลังนี้
ครอบครัวของชญานนท์เคยมีพระคุณต่อพ่อของเขา แต่โชคร้ายที่เกิดอุบัติเหตุจนชญาต้องกลายเป็นเด็กกำพร้า พ่อกับแม่ของเขาจึงรับอุปการะเด็กคนนี้ไว้ในฐานะลูกบุญธรรม และนับจากวินาทีนั้น โลกทั้งใบของฉัตรปวีณ์ก็เปลี่ยนไปตลอดกาล
เขาจำได้ดีถึงความรู้สึกของการถูกแย่งชิง ไม่ว่าจะเป็นของเล่นชิ้นโปรด ตุ๊กตา หนังสือการ์ตูน แผ่นซีดี หรือแม้กระทั่งเสื้อผ้าที่เขาตั้งใจตัดเย็บด้วยฝีมือตัวเอง ชญานนท์จะเข้ามาแสดงความสนใจ อยากได้ และแย่งมันไปเสมอ
พอเขาไม่ให้...เด็กคนนั้นก็จะร้องห่มร้องไห้จะเป็นจะตาย จนพ่อกับแม่ต้องเข้ามาไกล่เกลี่ย และประโยคคลาสสิกที่เขามักจะได้ยินจนเอียนก็คือ
'ของแค่นี้เอง แบ่งให้น้องเล่นด้วยไม่ได้เหรอ'
ตอนนั้นเองที่ฉัตรปวีณ์ได้เรียนรู้ความจริงอันเจ็บปวดว่า เด็กขี้แย มักจะได้ขนมเสมอ
ความน้อยเนื้อต่ำใจสั่งสมมาปีแล้วปีเล่า เขารู้สึกเหมือนพ่อกับแม่เทความรักความเอาใจใส่ทั้งหมดไปให้ชญานนท์ ทิ้งให้เขาเป็นเหมือนเงาจางๆ ที่ถูกลืมไว้เบื้องหลัง จนบางครั้งเขาก็อดคิดไม่ได้ว่า หรือจริงๆ แล้วเขาอาจจะไม่ใช่ลูกแท้ๆ ของพวกท่านกันแน่
ด้วยความโหยหาความรัก เขาเคยพยายามทำตัวมีปัญหา เคยจงใจสอบตกเพียงเพราะหวังว่าพ่อกับแม่จะหันมาสนใจเขาบ้าง จะดุว่าหรือตีเขาก็ได้ ขอแค่ให้พวกท่านมองเห็นเขา
แต่ความเป็นจริงกลับโหดร้ายกว่าที่คิด
วันที่เขาถือผลสอบคะแนนแย่ๆ ไปให้พ่อดู สิ่งที่ได้รับกลับมาไม่ใช่ความห่วงใย แต่เป็นความเจ็บปวดจากกระดาษผลสอบปึกนั้นที่ถูกปาใส่หน้าจนบาดแก้ม
คำก่นด่าในวันนั้นยังคงดังก้องอยู่ในความทรงจำราวกับเพิ่งเกิดขึ้นเมื่อวาน
“แกไม่อายน้องบ้างหรือไง! โตเป็นควายแล้วยังจะสอบตกอีก ถ้าคนอื่นรู้เข้า รู้ไหมว่าฉันต้องอับอายมากขนาดไหน!”
“ชญาอายุห่างกับแกแค่ปีเดียว แต่น้องก็สอบได้คะแนนเต็มตลอด อ่านหนังสือล่วงหน้าตั้งหนึ่งเทอม แล้วดูแกสิ วันๆ เอาแต่จ้องหน้าจอคอม เล่นแต่เกม ต่อจากนี้ถ้าแกยังสอบตกอีก อย่าหวังว่าจะได้จับคอม จับมือถืออีกต่อไป!”
คำพูดเหล่านั้นเปรียบเสมือนดาบคมกริบที่ฟันฉับลงบนเชือกฟางเส้นสุดท้ายของความผูกพันจนขาดสะบั้น
สิบแปดปีที่อยู่ด้วยกันมาพ่อไม่เคยรู้เลยว่าเขาชอบอะไร ไม่ชอบอะไร พ่อเห็นเขาหน้าจอคอมพิวเตอร์ก็เหมาเอาเองว่าเขาติดเกม ทั้งที่ความจริงแล้ว เขากำลังฝึกเขียนโปรแกรม ศึกษาเทคโนโลยีเพื่อหวังจะนำมาพัฒนาระบบของบริษัทครอบครัวแท้ๆ
และในวันนี้...ภาพตรงหน้าก็ฉายซ้ำรอยเดิมไม่มีผิด
พ่อไม่เคยฟังคำพูดของเขาเลย ชญานนท์เพียงแค่อ้าปากพูดน้ำไหลไฟดับ พ่อก็พร้อมจะเชื่อว่าเขาเป็นคนร้ายที่รังแกน้อง ต่อให้เขาพยายามอธิบายอะไรออกไปตอนนี้ มันก็คงไร้ค่า ไร้ความหมาย
แต่ถึงอย่างนั้นใครมันจะยอมรับผิดในสิ่งที่ตัวเองไม่ได้ก่อกันล่ะ
